วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

บทที่หนึ่ง: การเริ่มต้นที่เงียบงัน (ต่อ)

ท้องฟ้าที่กำลังมืดครึ้มลงเรื่อยๆ นกที่กำลังบินมารวมตัวกัน จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นทวี และกลายเป็นหมู่ กำลังโผบินบนท้องฟ้ายามสนธยา ดวงตะวันกำลังจะลับเส้นขอบฟ้า แสงสุดท้ายของวันสีแดงอ่อนๆได้สาดส่องลงบนโลกที่ปกคลุมไปด้วยสีต่างๆนาๆ หลากสีนั้นถูกย้อมไปด้วยสีแดงของแสงแห่งการจากลาของวัน ทราวิส เมืองแห่งดาบและเกราะ ได้ส่องสว่างด้วยคบเพลิงแก้วที่เรียงรายอยู่ตามทางเดิน หน้าบ้าน และ ร้านรวงต่างๆ กำลังถูกจุดโดยชาวเมืองดังเช่นทุกวัน น้ำมันที่สกัดจากต้นหญ้าโฟว์ กลิ่นของมันหอมชวนให้พิศวง สีใสราวกลับน้ำแข็งบนเทือกเขาเหนือสุดของอาณาจักรเรเซล คือสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิงบริสุทธิ์ที่สกัดมาจากส่วนปลายของหญ้าเหล่านี้ นำมาใช้เป็นวัตถุดิบที่ใช้จุดกับประกายไฟเพื่อให้เกิดแสงสีเหลืองนวลเปล่งออกมาได้เป็นอย่างดี กลิ่นของร้านอาหารยามค่ำที่กำลังตั้งเตาผสมกับกลิ่นของโรงเหล็กที่กำลังหลอมเหล็กที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะแห่งเมืองทราวิส เหล็กอดามันด์ไทด์ โลหะสีฟ้าอ่อนแกมเขียวที่มีลักษณะยืดหยุ่นได้ดี สามารถนำเข้าเตาหลอมได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุณหภูมิในการหลอมสูงมากจนเกินไป และกล่าวกันว่าโลหะนี้มีความสามารถในการเพิ่มทักษะปราณให้กับผู้ที่ถือครองหรือสวมใส่มันได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เป็นหนึ่งโลหะที่เป็นความภาคภูมิใจของเมืองนี้เช่นกัน

ณ มุมหนึ่งของเมือง ใกล้ๆร้านอาหารชื่อ สตาลลินแกรนด์ ร้านที่โด่งดังในด้านที่ไม่ค่อยจะดีนัก นั่นก็คือเป็นร้านอาหารที่มีการทะเลาะกันมากที่สุดเป็นประวัติกาลของเมืองหมื่นช่างตีอาวุธแห่งนี้ มีร้านตีดาบอยู่ร้านหนึ่ง ร้านทั้งร้านทำจากไม้ยาคาซิล ดูแข็งแรงและทนทาน ชื่อของร้านแห่งนี้ก็คือ “เรฟิลร์” ร้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและโรงเรียนของไรโอ หัวหน้าช่างหรือเจ้าของร้านนั้นเป็นหญิงสาวที่มีดวงตาคมเข้มเป็นสีดำ เช่นเดียวกับสีผมของนางร่างที่ดูดีสมสัดส่วนอย่างที่ผู้หญิงหลายคนใฝ่ฝัน ผิวสีขาวราวกลับเกล็ดหิมะ เสียงที่ไพเราะราวกลับบทเพลงที่บรรเลงท่วงทำนองโดยเสียงแห่งสวรรค์ เรฟิลร์ ฮอร์ค เรเซล หนึ่งในช่างตีดาบไม่กี่คนที่ได้รับสมญานามว่า ช่างตีดาบเทวะ (ปราชญ์) และเธอนั้นไม่สนใจที่จะรับสมัครคนงานหรือแม้แต่ลูกศิษย์เลยแม้แต่คนเดียว เว้นเสียแต่เธอมีผู้ใต้บังคับบัญชาคนเดียว นั่นก็คือ ไรโอ

“วันนี้แหล่ะ น่าดู!” น้ำเสียงที่เกรี้ยวกราดของเรฟิลร์ดังออกมาเป็นจังหวะนาทีละครั้งสองครั้งพร้อมกับเดินวนไปวนมาอยู่หลังร้านของเธอเอง

“หายไปไหนก็ไม่รู้ตั้งแต่ตอนบ่ายแล้ว ไปไหนกันนะไรโอ หวังว่าคงจะไม่เป็นอะไรนะ…” เสียงเบาๆที่พูดคลอในลำคอและความคิดของเรฟิลร์

“กริ๊งๆ…กริ๊งๆ…” เสียงกริ่งต้อนรับหน้าร้านเรฟิลร์กำลังสั่นระรัวเป็นจังหวะ เรฟิลร์วางมาดและเดินตรงไปที่หน้าร้านอย่างเด็ดเดี่ยว

“นี่ ไรโอ เจ้าหาย…” เสียงของเรฟิลร์ที่เปล่งออกไปก่อนจะได้คิดสิ่งอื่น

“อา…ไม่ใช่น่ะ คือข้าจะมาขอให้ตีดาบ…” เสียงของลูกค้าหนุ่มที่ทำหน้ามึนงงเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มให้กับเรฟิลร์อย่างสุภาพ

“อะ…อ๋อ ตีดาบหรอคะ คือว่าข้าไม่รับตีดาบมาตั้งนานแล้วนะ แบบว่าร้านของข้ารับทำแต่ชุดเกราะไม่ก็อุปกรณ์ที่ใช้ในการดำรงชีวิตทั่วๆไปนะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ แต่ๆถ้าเป็นชุดเกราะล่ะก็ทางร้านเราสามารถจัดทำให้ได้นะคะ หรือว่า…หรือว่า” เรฟิลร์กล่าวออกปฏิเสธออกไปอย่างตะกุตะกัก

“อะ อ่อ หรอครับ น่าเสียดายนะครับ” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆและเดินออกไปจากร้านพร้อมกลับกล่าวลาอย่างสุภาพ

เรฟิลร์นั่งลงบนเก้าอี้สูงระดับสะโพก ส่วนรองนั่งทำจากไม้มีระนาบนอนเป็นวงกลม ที่ทำไว้รองรับลูกค้าที่หน้าโต๊ะรับสั่งสินค้าของเธอ

“ตีดาบอย่างนั้นหรือ นั่นสินะ แม้แต่เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับไรโอก็ต้องใช้อาวุธแล้วอย่างนั้นหรือ ยุคสมัยนี้มันเป็นอย่างไรกันนะ ทั้งๆที่มหาสงครามเมื่อสิบสองปีก่อนจบไปแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังมีความขัดแย้งเกิดขึ้นเรื่อยๆระหว่างสามอาณาจักรอยู่ดีสินะ” เรฟิลร์คิดพร้อมกับนอนเอาแขนทั้งสองข้างรองหน้าฟุบลงกับโต๊ะสั่งสินค้าที่เช่นกันทำจากไม้

“แต่ถึงอย่างนั้น…ข้าก็หวังว่า…ยุคของเจ้าคงจะไม่มีสงครามแบบนั้นอีกนะ ไรโอ” เรฟิลร์คิดพร้อมกับถอนหายใจยาวนานอยู่ขณะหนึ่ง

ผ่านไปซักพักหนึ่งเสียงกริ่งเรียกหน้าร้านของเรฟิลร์ก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงเปิดประตูไม้ออกอย่างช้าๆ

“ท่านพี่…ข้ากลับมาแล้ว…” เสียงของเด็กหนุ่มผู้น้อง ไรโอ พูดออกมาอย่างกระออมกระแอม

“ท่านเรฟิลร์คะ ข้าได้ไปตามตาบ้า…เอ้ย น้องชายของท่านกลับมาให้แล้วนะ” หลินพูดด้วยเสียงที่สุภาพและเคารพในตัวของเรฟิลร์ในระดับหนึ่ง

“ไรโอ…นี่ เจ้าหายไปไหนมากันนะ!” เรฟิลร์กล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว

“ขอบใจเจ้ามากนะจ๊ะ หลิน ที่รับฟังคำขอร้องจากข้าที่วานเจ้าไปตามหาน้องชายตัวดีของข้ากลับมา” เรฟิลร์กล่าวกับหลินด้วยรอยยิ้มที่ดูจริงใจและความรู้สึกขอบคุณ

“อะ…เอ่อ ขะข้า มะไม่เป็นไรหรอก ข้าเองก็ ก็ยินดีที่ได้ช่วยท่านได้บ้างมากๆเลยล่ะค่ะ” หลินกล่าว เธอผงกหัวพร้อมกับแสดงท่าทีถ่อมตน

“แกร็ง…แกร็ง…แกร็ง…” เสียงระฆังแห่งเมืองเทรวิสได้ดังขึ้นเป็นจังหวะ เพื่อแสดงถึงเวลาค่ำแรกของวัน เสียงของมันดังก้องไปทั่วเมือง หอระฆังทั้งหมดนั้นมีอยู่ทั้งหมดสามจุดตั้งอยู่ตามที่สำคัญต่างๆของเมืองนั่นก็คือ เหนือสุดของเมืองใกล้กับบ้านของเจ้าเมืองเทรวิส ใจกลางตัวเมืองที่ตั้งอยู่กลางตลาดรับซื้อขายของเก่า และ หน้าประตูเมือง ทำให้ชาวเมืองทราวิสรับรู้ถึงการมาเยือนของค่ำคืนและเหล่าแสงสว่างที่ไม่ได้มาจากดวงอาทิตย์ เหล่าภูติแห่งเกสร ดอกไม้ยาวค่ำเรนเบลที่เปล่งแสงออกมาเป็นสีรุ้งและแสงประดิษฐ์ที่รังสรรค์ขึ้นโดยมนุษย์

“อ๊ะ นี่ดึกละหรอเนี่ย” หลินกล่าวออกมาอย่างตื่นตัว พร้อมกับหันหน้ามองไปที่ไรโอด้วยด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแต่ว่าตาของเจ้าหล่อนนั้นคล้อยต่ำลง

“ข้าต้องไปแล้วล่ะนะ ท่านเรฟิลร์ ไว้เจอกันนะคะ” หลินกล่าวคำบอกลาพร้อมกับสีหน้ายิ้มแย้ม

“จ๊ะ ไว้เจอกันนะจ๊ะ เดินกลับบ้านของเจ้าดีๆล่ะหลิน” เรฟิลร์กล่าวออกมาและเช่นกันพร้อมกับสีหน้ายิ้มแย้มที่ปนความรู้สึกเป็นห่วงอยู่ในสีหน้าของเธอ

“สะส่วนเจ้า ไรโอ วะไว้เจอกันล่ะ” หลินพูดด้วยท่าทีเสียดาย แต่ก็โบกมือลาไรโออย่างเป็นมิตร

“อื้อ ไว้เจอกันนะหลิน” ไรโอยิ้มพร้อมกับโบกมือกลับไปเช่นกัน